สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ปี 2563 เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความท้าทายของภาวะเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง อันมีสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี 2563 การใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดอย่างเต็มรูปแบบของหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เช่น มาตรการ Lockdown การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) การจำกัดการเดินทางเข้าออกประเทศ ซึ่งมาตรการควบคุมโรคดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออก การลดการจ้างงานในหลายอุตสาหกรรมมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตและบริโภคภายในประเทศ

จากการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อซึ่งจะส่งผลกระทบต่อศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวหลังการระบาดสิ้นสุดลง รวมถึงคาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกรถยนต์ในปี 2563 จะลดลง ปีนี้จึงเป็นปีที่สำคัญในการวางแผนงานอย่างรัดกุมโดยการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างเคร่งครัดเพื่อประคองสถานการณ์และผลการดำเนินงานให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ให้ได้ ผมในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้บริษัทยังคงรักษาสัดส่วนอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับที่คาดหมายไว้ด้วย 2 กลยุทธ์ที่สำคัญ คือการรักษาความมั่นคงของบริษัทเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้าโดยการรักษามาตรฐานการให้บริการต่อลูกค้า และการสร้างโอกาสเพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนโดยศึกษาธุรกิจใหม่ที่มีโอกาสความเป็นไปได้เพื่อรองรับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยและในประเทศคู่ค้าหลายประเทศ

สำหรับแผนการลงทุนในระยะ 3-5 ปีเพื่อขยายธุรกิจต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง คำนึงถึงความเป็นไปได้ของโครงการซึ่งจักต้องสามารถสร้างความมั่นคงด้านกระแสเงินสดของบริษัทได้ในระยะยาว เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยในปี 2563 มีการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้

  • บริษัทได้ลงทุนร้อยละ 51 ของหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดในบริษัท ซีฮอร์ส เฟอร์รี่ จำกัด (“Seahorse”) ซึ่งดำเนินธุรกิจการให้บริการขนส่งและโดยสารด้วยเรือ RORO Passenger (ROPAX) ระหว่างชายฝั่งทะเลตะวันออกกับภาคกลางตอนล่างและขนส่งต่อเนื่องไปยังภาคใต้ ซึ่งจากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ คาดว่าบริษัทจะเริ่มมีรายได้เชิงพาณิชย์ได้ประมาณต้นปี 2564 มีผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการ (IRR) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ระยะเวลาคืนทุนปีที่ 6

    การเข้าลงทุนใน Seahorse เป็นการเพิ่มโอกาสในการรับรู้รายได้ของบริษัทในอนาคตและเป็นการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจประเภทอื่นนอกจากธุรกิจการบริหารท่าเทียบเรือและการให้บริการคลังสินค้าของบริษัท โดยเริ่มให้บริการในเดือนมีนาคม 2564 และ Seahorse ได้รับการอนุมัติให้การส่งเสริมในประเภท 7.3.3 กิจการขนส่งทางเรือ และให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520
  • สำหรับการต่อสัญญาร่วมลงทุนก่อสร้าง บริหาร และประกอบการท่าเทียบเรือสินค้ากอง เอ 5 บริษัทได้รับแจ้งจากผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบังตามหนังสือเลขที่ ทลฉ 25/790 ว่าคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยในคราวประชุมครั้งที่ 15/2563 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 มีมติเห็นชอบแนวทางการต่อสัญญาฯ โดยวิธีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ไปอีก 5 ปีจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยในปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ พ.ศ. 2562 ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
  • ปริมาณรถยนต์ส่งออกและนำเข้าผ่านท่าเรือ A5 ทั้งสิ้นจำนวน 670,094 คัน บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ร้อยละ 48.04 อัตรากำไรสุทธิร้อยละ 18.96 อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ร้อยละ 6.42
  • พื้นที่จัดเก็บสินค้าและคลังสินค้าของบริษัทจำนวน 274,360 ตารางเมตร มีอัตราการใช้บริการแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 สัดส่วนการเติบโตของรายได้จากการให้บริการฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 43 สอดคล้องกับแผนงานและการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้การให้บริการท่าเทียบเรือและบริการที่เกี่ยวข้องอย่างเดียว

ในช่วงสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 นั้นบริษัทดูแลพนักงานและผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรการสาธารณสุขของรัฐบาล เช่น การตรวจคัดกรองและวัดอุณหภูมิ การฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ การรักษาระยะห่างและการทำงานที่บ้าน การประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ใช้บริการพื้นที่และผู้ติดต่อให้ทราบมาตรการเข้าออกพื้นที่ สร้างความตระหนักเรื่องการปฏิบัติตนเพื่อสุขอนามัยที่ดีและการสวมใส่หน้ากาก การเปลี่ยนแปลงการให้บริการลูกค้าเป็นแบบ One-stop service รวมถึงประเมินความเป็นไปได้ของโอกาสการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน โดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทเพื่อติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งเพื่อสร้างความมั่นใจแก่พนักงานบริษัทคงอัตราการจ้างงานเดิมและไม่มีนโยบายลดเงินเดือน

จากการดำเนินมาตรการดังกล่าวส่งผลให้พนักงานมีความปลอดภัยและธุรกิจดำเนินได้อย่างไม่หยุดชะงัก อีกทั้งได้รับการชมเชยจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ซึ่งได้เข้าตรวจสอบความพร้อมของการดำเนินการของบริษัทเกี่ยวกับมาตรการ COVID 19 ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา นอกจากนี้บริษัทได้มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Post checked) เพื่อนำข้อคิดเห็นของลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ตัวแทนสายเรือ ผู้ใช้บริการพื้นที่และผู้ติดต่อมาปรับปรุงการให้บริการในระยะถัดไป โดยผลการสำรวจพบกว่าร้อยละ 90 มั่นใจในการแก้ไขปัญหาและการให้บริการภายใต้สถานการณ์ป้องกันการระบาดของ COVID-19 ของบริษัท



ดร.เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

“ตลอดเส้นทางของการเติบโตเรามุ่งมั่นที่จะก้าวไปพร้อมกับความรับผิดชอบในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจเพื่อให้เกิดความยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอกผ่านการสร้างคุณค่าทั้ง 3 มิติคือเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บริษัทจึงจะสามารถดำเนินธุรกิจไปพร้อมกับการเติบโตของสังคมอย่างยั่งยืน สุดท้ายนี้ผมในนามของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขอขอบคุณผู้บริหารและพนักงานบริษัทตลอดจนลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจและผู้ถือหุ้นทุกท่านที่ได้กรุณาให้ความเชื่อถือและไว้วางใจในการบริหารงานตลอดมา ”